กลับหน้าแรก > กลับหน้ากระทู้
 

 
 
โดย
 

ความคิดเห็นที่ 1
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(16/10/2011 17:10)

 

 
   

ความคิดเห็นที่ 2
ตอบโดย : บุญเลิศสุดหล่อ
(17/10/2011 08:26)

 
 
ขอสักขวดไว้ล้างตาหน่อย พักนี้วิ่งตกโดนนิคมแซงตลอด
   

ความคิดเห็นที่ 3
ตอบโดย : บางขุนเทียน นครนายก
(17/10/2011 10:51)

 
 
ชอเชียร์ ให้ทุกคนหมักตามป้าเช็งสอน
จะเป็นยารักษาโรคประจำบ้านได้จริงๆ
มีผู้ใช้และได้ผลเสมือนเป็นผู้วิจัยแล้ว
   

ความคิดเห็นที่ 4
ตอบโดย : จาจ้า
(17/10/2011 22:52)

 
 
น้ำหมักก้อช่วย พี่เลิศบอได๊ด้อก

พี่นิคมเค้าทั้งดื่ม 3 เวลา ลงเวทเทนี่งเช้า เย็นวิ่ง 12 กิโล

ชั่วโมงนี้เป็นของเค้าเลยละ

ถ้าคิดล้างตา พี่เลิศต้องใช้น้ำหมักฉีดเข้าเส้น ก้อพอไหว

   

ความคิดเห็นที่ 5
ตอบโดย : เทียนทะเล
(17/10/2011 23:02)

 
 
พี่นิคม เค้าซ้อมที่ไหนครับ เวลาไหน
จะไปขอความรู้หน่อย สนใจแต่ไม่มีคนให้ขอ้มูล
   

ความคิดเห็นที่ 6
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(18/10/2011 11:16)

 
 
พูดถึงน้ำหมักพืชผัก ผลไม้และสมุนไพร เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ และมีประโยชน์ครอบคลุมได้มากมาย ประโยชน์ที่เราจะได้จากน้ำหมักนั้น มีนักวิจัยท่านหนึ่งได้บอกไว้ว่าจะได้เอ็นไซม์ จุลินทรีย์ที่เป็นมิตรกับมนุษย์ กรดอมิโน(โปรตีน)และคุณสมบัติทางยาของพืช ผัก ผลไม้และสมุนไพรแต่ละชนิด...

สิ่งที่เราน่าจะรู้คือ...จลินทรีย์...นั้นมีประโยชน์ช่วยเราอย่างไร

กรดอมิโน (โปรตีน) นั้นมีประโยชน์ช่วยเราได้อย่างไร

และพืช ผัก ผลไม้และสมุนไพรนั้น มีประโยชน์ช่วยเราได้อย่างไร...
   

ความคิดเห็นที่ 7
ตอบโดย : จาจ้า
(18/10/2011 23:14)

 
 
ผมได้ลองใช้กับการล้างกะทะ หม้อ เคื่รองใช้ในครัวอื่นๆอีกมาก สังเกตคราบที่ดำติดขอบกะทะ หม้อ เคื่รองใช้ในครัว หลุดออกหมด โดยใช้แรงขัดเบาๆ

น้ำที่ใช้ล้างแล้วนำไปลดต้นไม้ ไม่ว่าไม้ดอกไม้ยืนต้น ออกดอกสวย แทงยอดออกหนอได้ดีขึ้น

และสังเกตมือที่แมบ้านเคยเปื่อยที่เล็บ ก็ไม่เป็นอีก แถมมือยังนิ่มขึ้นอีก

ส่วนนำไปใช้ถูบ้าน คลาบที่ติดอยู่ตามซอกก็ค่อยๆจางลงเลื่อยๆ มด แมงสาปก็ไม่ค่อยได้เห็นอีก

ใช้กับชักผ้าขาว ผ้าสีก็สะอาดดี คลาบด่างก็บางลง

แค่ใช้กับภายนอกก็เป็นที่พอใจเป็นอย่างมาก ประหยัดค่าผงชักฟอก น้ำยาล้างจาน

สิ่งหนึ่งที่ใช้บ่อยคือ นำผักไปแช่ในน้ำหมัก 10 ถึง 15 นาที นำขึ้นไปผัด ผักกรอบ...บ เหมือนตัดจากต้นเลย

แล้วเพื่อนนักวิ่ง ละครับนอกจากวิ่งเพื่อสุขภาพเเล้ว ท่านได้กินน้ำหมักชีวภาพหรือยัง

ยังมีอีกมากที่เรายังไม่รู้สิ่งดีๆที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างไว้ให้
   

ความคิดเห็นที่ 8
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(19/10/2011 10:35)

 
 
ผลการวิจัยของการใช้น้ำหมักฯ ได้ถูกวิจัยจากความจริงสู่ความจริง...โดยการใช้ของผู้ที่ใช้กับตัวเองแล้วเกิดผลสำเร็จในการใช้....แล้วนำมาบอกกล่าวให้ทราบนี่เป็นผลการวิจัยที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด....
   

ความคิดเห็นที่ 9
ตอบโดย : จาจ้า
(19/10/2011 22:41)

 
 
ใช่แล้วครับ ทดลองใช้เป็นเวลานานวันจนเห็นผลดีจริง แล้วถึงนำมาบอกกล่าวให้เพื่อนนักวิ่งรู้กัน แต่ไม่ได้ให้เชื่อเลยทีเดียว คุณอยากรู้จริง เห็นผล ต้องใช้...และใช้ทเน้น

เหมือนอยากวิ่งดี วิ่งเร็ว ก็ซ้อม ซ้อม
   

ความคิดเห็นที่ 10
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(20/10/2011 16:09)

 
 
วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการทำน้ำหมัก ทุกอย่างเป็นผลผลิตจากธรรมชาติ ไม่ได้ปนเปื้อนสารเคมี หรือไม่มีส่วนผสมของสารเคมี ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าหากว่ามีการปนเปื้อนสารเคมี กระบวนการย่อยสลายก็จะเป็นไปได้ยากกว่า และสารเคมีกว่าจะสิ้นสภาพลงก็ต้องใช้เวลานานมาก เพราะการย่อยสลายเป็นไปตามธรรมชาติโดยจุลินทรีย์ เพียงแต่ต้องใช้เวลานานพอสมควรเท่านั้น...ความสะอาดขึ้นอยู่กับขั้นตอนการนำพืช ผัก ผลไม้และสมุนไพรจากธรรมชาติมาจัดการล้างทำความสะอาดด้วยตัวเองจึงจะรู้ว่าสะอาดเพียงพอหรือไม่....เราจึงรู้ได้ถึงความสะอาดและปลอดภัยด้วยการทำด้วยตัวเราเอง....
   

ความคิดเห็นที่ 11
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(20/10/2011 22:12)

 
 
จากประสบการณ์ที่มีผู้ได้ใช้น้ำหมักนี้และได้เห็นผล มีหลากหลายบางท่านบอกว่าในขณะที่เป็นไข้หวัดมีไข้ขึ้นสูง ได้ใช้น้ำหมักเช็ดตัวปรากฏว่าไข้ลดลงทันที....พร้อมกันนั้นก็ใช้ดื่มทำให้อาการอักเสบจากการเป็นหวัดหายได้อย่างอัศจรรย์...

....จากการบอกกล่าวของนักวิจัย ท่านได้บอกไว้ว่าเหตุที่อาการอักเสบจากไข้หวัดลดลงได้จนหายนั้นเกิดจากจุลินทรีย์จากน้ำหมักที่ดื่มเข้าไปทำหน้าที่ไปกินแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการอักเสบจากหวัดนั่นเอง

บางท่านเป็นงูสวัสดิ์ หรือสะเก็ดเงินใช้น้ำหมักดิ่ม และทาบริเวณที่เป็นก็หายได้อย่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน และยังมีประสบการณ์ที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ อีกมากมายที่มีผู้ใช้น้ำหมักแล้วประสบความสำเร็จและได้นำประสบการณ์นั้นมาแชร์ให้กับชาวหมักทุก ๆ ท่านได้ทราบ.....
   

ความคิดเห็นที่ 12
ตอบโดย : จาจ้า
(21/10/2011 22:45)

 
 
คนที่เป็นกรดไหลย้อน ดื่มทุกวัน วันละ 2ถึง 3เวลา ประมาณ 1อทิตย์ อาการทุเลาลงไปมาก ถึงอาการจนเกือบสู่ปกติ

วิตตามินไข่ขาวในตับอ่อนลั้ว ดื่มน้ำบอระเพ็ดหมักเพียวๆ 2อาทิตย์ หยุดการลั้วได้ดี

ส่วนภูมิแพ้อากาศ ไอ จาม ทุกวันในตอนเช้า หรืออากาศเย็นๆ ดื่มน้ำหมักรวม ทุกวัน เช้า เย็น หรือก่อนนอนด้วยได้ยิ่งดี 1อาทิตย์อาการที่เคยจาม น้ำมูกไหล ค่อยลาจากห่างไกล ไม่มีให้ใช้บริการอีกเลย

หรือดื่มก่อนวิ่ง ปั่น ทำให้ระยะที่ได้ยาวขึ้นเวลาเท่าเดิม

ลองดื่ม ลองใช้ แล้วจะรู้...
   

ความคิดเห็นที่ 13
ตอบโดย : อ.เปา
(22/10/2011 11:02)

 
 
ที่บ้านผมก็หมักไว้หลายถัง..
หมอ..ยอ..ป้อม..เพชร..ใย..จี่

ไปเอาถังมาจากบ้านป้าเช็ง...แถวคลอง 2

ลงทุนไป 2-3 หมื่นแล้ว
ลองเอาเปลือกส้มมาหมัก...
เอามาทำความสะอาดบ้าน...ยอดมาก

หมาในบ้านมีเห็บ หมัด...ก็หายหมด
หมามีกลิ่นตัว...ก็หายหมด
แมสลงสาป....ไปไหนไม่รู้

วิ่งเสร็จก็คันในร่มผ้า...คันได้คันดี
ทายาแก้เชื้อรา หลายยี่ห้อ ได้เพียงหายเป็นพักๆ
พอเอาน้ำหมักฉีดแบบฉีดผ้า...คันก็หายหมด

สระผมเสร็จ...เป่าให้แห้ง แล้วชะโลมด้วยน้ำหมัก
หวีได้อยู่ทรง...ไม่มีรังแค...ไม่คัน...ไม่ร่วง

น้ำหมักนี่...มันมีคุณจริงๆ


พวกที่เป็นสิว....ล้างหน้าให้ดีก่อน...เป่าให้แห้ง ..แล้วทาด้วยน้ำหมัก
สิวที่เป็นจะค่อยๆยุบ....หายไปราวๆ 3 วัน

พวกที่เอาไปแปรงฟัน...ทำให้จืดก่อน(ผสมน้ำเท่าตัว)...
ระวังความเป็นกรดของน้ำหมักมันกัดฟัน

   

ความคิดเห็นที่ 14
ตอบโดย : ป้อม บางขุนเทียน
(22/10/2011 12:30)

 
 
ส่วนผมไม่ทำอะไรเลย รออาศัยเพื่อนเขากินครับ
   

ความคิดเห็นที่ 15
ตอบโดย : ป้อม บางขุนเทียน
(22/10/2011 12:31)

 
 
ว่าแต่ในวีดีดอเป้นใครครับ
ใช่ป้าเช็ง
หรือว่าคุณป้ามยุรี ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 16
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(22/10/2011 22:20)

 
 
ขออนุญาตเสริมต่อจาก อ.เปา นะครับ สำหรับอาการคันในจุดที่อับซ่อนเร้น แม้กระทั่งกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ หรือกลิ่นอับในรองเท้าวิ่ง หากใช้น้ำหมักฉีดพ่น หรือทาในจุดที่มีปัญหา ก็สามารถจะช่วยกำจัดให้หมดสิ้นไปได้ นอกจากนั้นหากนำมาแปรงฟันหรือบ้วนปาก หรือดื่มก็จะทำให้เป็นผู้ที่มีกลิ่นปากที่สะอาดลมหายใจก็ไม่มีกลิ่นเหม็น แม้กระทั่งตื่นนอนตอนเช้ากลิ่นปากก็แทบจะไม่มีเลย....

สำหรับหนุ่มสาวนอกจากจะช่วยเรื่องการรักษาสิวแล้ว หากมีปัญหาเรื่องฝ้าบนใบหน้าหากใช้น้ำหมักเป็นประจำก็สามารถทำให้ฝ้าบนใบหน้าหายได้....เท่านั้นยังไม่พอ...สำหรับสุภาพสตรีที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประจำเดือนที่มีปัญหาทุกชนิด รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระดูขาวที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือมีอาการคันเมื่อเวลาตกขาว หากใช้น้ำหมักเป็นประจำทั้งดื่มและทาหรือหยอดทุก ๆ จุดที่มีปัญหาอาการเหล่านี้ก็จะหายขาดในที่สุด...อีกทั้งยังสามารถทำให้พิวพรรณดูใสผ่องขึ้นมาทันที หน้าตาที่เหี่ยวแห้งก็จะใสเด้งขึ้นมา อกที่เคยแฟบก็จะฟูขึ้นได้ทุกส่วนที่หย่อนคล้อยก็จะตึงกระชับ....และนี่เป็นประสบการณ์จากผู้ที่เคยใช้น้ำหมักมาแล้วและก็นำมาบอกต่อครับ.....

ส่วนประสบการณ์ตรงของผมเอง ก็มีพอสมควร มีคนที่ผมได้เคยช่วยให้รอดพ้นจากความตายมาแล้วคนหนึ่งเธอเคยป่วยจนแทบเอาชีวิตไม่รอด....และตอนนี้ผมก็ยังต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลอยู่....เธอมีประสบการณ์เรื่องน้ำหมักด้วยตัวเอง...ปกติแล้วผมให้เธอดื่มน้ำหมักมาเป็นเวลาเดือนเศษแล้วผลที่เกิดขึ้นกับเธอดีมากเธอเป็นฝ้า....ฝ้าหายสนิท ผิวพรรณเธอใสหน้าเด้ง และเธอเคยมีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ ปัจจุบันหลับสนิทและหลับลึก...และอีกหลาย ๆ เรื่องราวดี ๆ ที่เกิดกับเธอ...

.......แต่ที่น่าทึ่งก็คือ ปกติเธอต้องไป ร.พ.พบหมอเป็นประจำเพราะเธอมีปัญหาการได้ยิน เธอก็มาขอให้หมอสั่งยาไปกินหมอบอกว่าประสาทหูของคุณเสื่อมถาวรแล้วไม่สามารถได้ยินแล้ว ไม่ต้องกินยาหรอก ถ้ามีอาการอักเสบที่ในหูก็ค่อยมาเอายาไปกินเธอก็กลับไป...อยู่มาวันหนึ่งเมื่อปลายเดือนที่แล้วเธอปวดหูมากทนไม่ได้ก็โทรมาหาผมถามว่าจะทำไงดี...ผมก็บอกให้ไป ร.พ.เธอก็ปฏิเสธไม่ยอมไป...ผมก็เลยบอกเธอว่ายังงี้ก็แล้วกันนะตอนนี้เธอมีน้ำหมักอะไรบ้าง เธอก็บอกว่ามีพลอยเพ็ชร...ผสมน้ำเอ็นไซม์เจ็ดปี...ผมถามต่อแล้วมีขวดเล็กยี่สิบปีไม๊...เธอบอกไม่มี มีแต่เจ็ดปี...ผมถามต่อแล้วที่ใช้หยอดตามีไม๊..เธอบอกยังมี...อ่ะได้การล่ะ...ผมรีบบอกเธอว่าให้ใช้ที่หยอดตานั่นแหละหยอดรูหูเลย...เธอตกใจรีบถามผมด้วยเสียงที่ไม่แน่ใจว่า...หยอดได้หรือพี่...ผมตอบทันทีว่าเออน่ะ..หยอดไปเถอะ...เพราะความที่ผมเคยช่วยชีวิตเธอให้รอดตาย..เธอจึงไว้วางใจผมและก็ทำตามอย่างไม่ค่อยจะมั่นใจเท่าไร...ได้เรื่องเลยครับพอเธอหยอดหูเธอปั๊บตอนนั้นเป็นเวลาสาย ๆ ปรากฏว่าหูข้างนั้นตื้อไปหมดเธอตกใจมากในใจก็กังวลตลอดเวลา...แต่พอถึงเวลาประมาณสองทุ่มเธอกำลังนั่งรถเมล์กลับบ้านขณะที่เธอนั่งรถเมล์เธอก็ได้ยินเพลงบนรถเมล์ที่คนขับเปิดอยู่เธอแปลกใจมากเธอสงสัยว่าทำไมเสียงเพลงวันนี้มันใสปิ๊งขนาดนี้...แล้วเธอก็ดีใจจนลิงโลดหูของเธอข้างที่หมอบอกว่าเสื่อมถาวรนั้นพลันได้ยินใสชัดขึ้นมา...รุ่งขึ้นเช้าเธอรีบโทรรายงานผมทันทีด้วยน้ำเสียงที่ดีใจสุด ๆ ผมหัวเราะพูดทีเล่นทีจริงว่าฟลุ๊คละมั๊ง...แม้ตัวผมเองก็ยังทึ่งกับเรื่องนี้ ไม่น่าเชื่อครับมันอัศจรรย์จริง ๆ ครับ และผมก็เลยให้เธอหยอดหูเป็นประจำทุกวัน และเธอก็มีประสบการณ์ชีวิตที่ดี ๆ ที่ผมมอบให้เธออีกมากมาย...ปัจจุบันผมให้เธอไปวิ่งออกกำลังกายทุกเช้าที่สวนใต้สะพานพระราม 3 สามารถสอบถามและคุยกับเธอได้ครับ...เธอวิ่งเสร็จแล้วเธอก็จะเข้ากลุ่มรำกระบองที่ใต้สะพานพระราม 3 และเมื่อรำกระบองเสร็จ เธอก็จะมานั่งรีแร็กหรือไม่ก็ซ้อมลีลาศอยู่บริเวณศาลาริมแม่น้ำใต้สะพานพระราม 3 นั่นแหละ...หากได้คุยกับเธอแล้วก็จะทราบดีว่าเธอมีประสบการณ์ดี ๆ จากผมมากมายครับ....
   

ความคิดเห็นที่ 17
ตอบโดย : ณี เอ็มรัตน์
(23/10/2011 06:21)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 18
ตอบโดย : จาจ้า
(23/10/2011 13:35)

 
 
กลับมาใช้ มากิน แบบเดิมที่บรรพบุรุษได้ค้นหาให้

ดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง และมั่นคง

   

ความคิดเห็นที่ 19
ตอบโดย : ยายกล้อง
(23/10/2011 21:09)

 
 
ที่เมืองกาญจน์ ทำกันเพียบ น้องชายถึงขนาด เดินทางไปขอสูตรที่บ้านป้าเช็งเชียวหละ
   

ความคิดเห็นที่ 20
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(23/10/2011 22:32)

 
 
นักวิจัยท่านได้พูดถึงเรื่องความเชื่อของคนนั้นมีอยู่ 3 ด้าน คือ ความเชื่อจากสิ่งที่เล่ากันมาโดยเรียกว่าสืบสานภูมิปัญญา หรือตำนานไทย หรือปราชญ์ชาวบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น...

.....ความเชื่อในหลักการ หรือหลักของเหตุผล หรือหลักของวิทยาศาสตร์ที่เราใช้ทำให้เราหาคำตอบได้ว่าบริบทในเรื่องที่มาของน้ำหมักมีที่มาอย่างไร ปัจจัยที่ก่อให้เกิดน้ำหมักนั้นมีรากเง่ามาอย่างไร ปัจจัยของน้ำหมักถ้าเรารู้ว่ามีองค์ประกอบอย่างไร หากเรารู้ว่ามันมีอะไรแล้วความเชื่อในสิ่งที่เขาเล่ามาในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงกลายเป็นหลักวิทยาศาสตร์ ปัจจัยของหลักวิทยาศาสตร์มี 3 องค์ประกอบก็คือในเรื่องของปัจจัยของการผลิตน้ำหมักในเรื่องของสมุนไพร เช่นมะรุม หรือฟ้าทลายโจร ซึ่งถูกยอมรับในทางวิทยาศาสตร์ในการทดลอง และที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งซึ่งเราไม่ได้คิดเลยว่ามันจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกก็คือน้ำหมักที่นำออกมาเผยแพร่นี้ได้ถูกค้นพบจากการค้นหาคำตอบในสิ่งนั้นคือจุลินทรีย์......

.....องค์ประกอบที่ทำให้เกิดผลดีในการที่นำมาใช้อุปโภคและบริโภคนั้นมันเกิดจากจุลินทรีย์...จุลินทรีย์ที่อยู่ในน้ำหมักนั้นเรียกกันว่าจุลินทรีย์ฝ่ายดี....

หลักของความรู้แยกออกเป็น 3 ความรู้
.....หลักความรู้ในความเชื่อ
....ความรู้ในทฤษฏีที่ศึกษาจากตำรามาแล้วทดลองกับหนู เรียกว่าความรู้จากการทดลอง
....ความรู้ที่ทดลองกับคน คือความจริงในความจริง คือทดลองในกลุ่มเป้าหมายคือคน.....ถ้าผลการทดลองกับคนเป็นอย่างไรมันก็จะเป็นเช่นนั้น ซึ่งทางวิทยาศาสตร์น้อยมากที่จะทำวิจัยในเชิงระบบนี้ได้คือวิจัยในความจริง ความเป็นจริงนั้น ๆ ....
   

ความคิดเห็นที่ 21
ตอบโดย : จาจ้า
(24/10/2011 23:20)

 
 
ได้อ่านบทความของ คุณภูมิชีวิต แล้วเข้าใจมากยิ่งขึ้น

แจ่ม
   

ความคิดเห็นที่ 22
ตอบโดย : อ.เปา
(25/10/2011 12:42)

 
 
ผมขอแสดงความเข้าใจเรื่องจุลินทรีย์สักนิด..ผมเข้าใจแบบนี้

ในการหมัก...เริ่มด้วยนำน้ำตาลผสมน้ำ...ชิมดูจะหวานคือน้ำหวานนั่นเอง

เอาผลไม้...พืชมาใส่ลงไป...ก็เกิดการหมัก
จุลินทรีย์...ก็ได้จากที่ติดมากับผัก ผลไม้ ที่นำมาหมัก

ผมเชื่อ ออกนอกแบบไปจากคุณภูมิชีวิตนิดหน่อยว่า..
จุลินทรีย์ที่มีในน้ำหมัก...เริ่มต้นมีทั้งดีและชั่วปนกัน...


แล้วน้ำที่หมักแล้ว...ทำไมจึงได้จุลินทรีย์ที่ดีและได้แต่สิ่งดี ? ผมอธิบายแบบนี้

ความเห็นของผม..มาจากการเรียนมาบ้างว่า...
จุลินทรีย์...เมื่อมีอาหาร...มันก็กินๆ...ๆ...ๆ...ๆ
แล้วก็ขยายตัวออกมามากมาย...
ยิ่งมากตัว...ก็ยิ่งกินเร็ว....ขี้เร็ว

ถามว่าตอนแรกมันจะกินน้ำตาลหรือกินผลไม้
ตอบว่า..มันก็กินที่กินง่ายก่อนคือน้ำตาล

ดังนั้น...ในระยะกลางๆของการหมัก...
จึงเป็นระยที่จุลินทรีย์มีจำนวนมากมาย...ใครเอาน้ำหมักไปกินตอนนี้..ตายแน่
จึงห้ามกินในขณะที่น้ำตาล หรือ น้ำหวาน..... มันมีรสจืด
ต้องรอกีสักพัก (อาจเป็นเวลา 3-6 เดือน)


มาเล่าต่อ
เพราะ....มีอาหารอย่างดีให้เพิ่มจำนวน..คือน้ำตาลนั่นเอง
จุลินทรีย์มันก็ขยายเต็มถัง

พอมาถึงตอนที่น้ำตาลหมดไป....ชิมดูจะจืด
ตอนนี้แหละ...ที่มันมีจำนวนเต็มที่ ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี

พอน้ำตาลหมดแล้ว....มันก็หันไปกินพืช ผลไม้ ที่อยู่ในนั้น
ก็จะเกิดการผุพัง เปื่อยไปตามธรรมชาติ

พออาหารในถังหมักเริ่มน้อยลง....แต่จำนวนจุลินทรีย์มีมาก มันก็เริ่มมีปัญหา


เพราะจุลินทรีย์กินแล้วก็ต้องถ่ายของเสียออกมา
ของที่กินเข้าไป...ก็กลายเป็นของเสียจากจุลินทรีย์
สภาพน้ำหมักก็จะเริ่มขมก่อน...คล้ายมีเหล้าเกิดขึ้น
ของเสียนี้แหละ..ที่มันกำจัดจุลินทรีย์

จากนั้น...ก็จะเปรี้ยว..เพราะของเสียมีมากขึ้น
หรือ...น้ำหมักจะมีสภาพเป็นกรดเต็มไปหมด

อาหารก็หมด..สภาพก็เป็นกรด....ก็ถึงเวลาตายของจุลินทรีย์
แต่...การตายมันจะตายตามลำดับ...

จุลินทรีย์ที่อ่อนแอ...ก็จะตายก่อน เหลือตัวที่ทนได้

ยิ่งเราหมักนานไป....สภาพยิ่งรุนแรง....การตายก็เกิดขึ้น
ตัวที่ทนไม่ได้...ก็จะตายลง...เหลือแต่ตัวที่ทนได้

นั่นคือเวลายิ่งนาน..น้ำหมัก..จะทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในนั้นเรื่อยๆ

แต่ก็ยังมีตัวที่อยู่ได้...ตัวนี้แหละ...โคตรอึด โครตทนเลย
อยู่ได้ทั้งที่สภาพไม่มีอาหาร...แวดล้อมรุนแรง....มันก็อยู่ได้ขณะที่ตัวอื่นตายลง
นี่แหละ....คือจุลินทรีย์ตัวดีที่หลงเหลืออยู่

พอเราเอามากิน....มันจะโดนกรดในกรดเพาะของเราก่อน...
แต่ไม่เป็นไร...ยิ่งกว่านี้มันยังอยู่ได้

เวลามันอยู่ในลำใส้....มันก็จะแสดงความเป็นใหญ่แบบนักเลง
สิ่งไม่ดีใดๆในลำใส้ที่ตัวอื่นกินไม่ได้...ตัวนี้กินอร่อยเลย
ทำให้จุลินทรีย์ไม่ดีในลำใส้ตายหมด..เพราะหมดที่อาศัย
การกินน้ำหมักที่ได้ที่...จึงมีคุณ

ตอนนี้มาพูดถึงตัวน้ำหมัก....มันจะประกอบด้วยสารที่จุลินทรีย์ร้ายอยู่ไม่ได้
นั่นคือ...ขบวนการหมัก..ได้สร้างสารพิเศษขึ้นมา
สารนี้มันเกิดจากการขับถ่ายของเสียออกมาจากตัวจุลินทรีย์เอง
กล่าวอีกแบบคือ...เป็นของเสียของตัวมันเอง
ของเสียนี้แหละ...ที่มันเอาไว้ไม่ได้
แต่เมื่อตองจมอยู่ในถังเดียวกัน...จุลินทรียก็เหมือนอยู่ในสารพิษที่มันไม่อาจทนได้
สารนี้...จึงจะทำลายจุลินทรียร้ายตายเรียบแบบธรรมชาติ

ถ้าจะเปรียบเทียบ..นกแร้งกินสัตว์เน่าได้เพราะ...
มันมีน้ำย่อยที่ทำลายจุลินทรียร้ายได้
มันจึงกินสัตว์เน่าได้...มันไม่เป็นอะไร


น้ำหมัก...โดยธรรมชาติก็คือน้ำที่ทำลายจุลินทรีย์ตัวร้าย
หรือ...เป็นน้ำที่คัดกรองสิ่งดี-สิ่งร้ายให้แยกออกจากกัน

ผมชอบที่จะเรียกจุลินทรีย์ในระยะสุดท้ายของการหมักว่า..."ซุปเปอร์จุลินทรีย์"
ตัวนี้มันจะทนต่อสภาวะเลวร้ายที่สุดได้

ถ้าในลำใส้เรามีตัวนี้...เราจะมีสุขภาพดี


ผมอธิบายแบบนี้...เพื่อสร้างความเข้าใจขบวนการหมัก

ต้องขออภัยคุณภูมิชีวิต...นี่เป็นการเสริมคำอธิบาย
ไม่ใช่มาขัดคอ....เพราะมันได้ผลเหมือนกัน...



   

ความคิดเห็นที่ 23
ตอบโดย : จาจ้า
(25/10/2011 22:33)

 
 
อ่านบทความของ อ. เปา ก็เหมือนได้ดูหนังตอนเดียวจบ กระจ่างดี
   

ความคิดเห็นที่ 24
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(26/10/2011 14:23)

 
 
อ่านเรื่องที่ อ.เปาเขียนแล้ว ต้องขอบคุณ อ.เปามากครับ.....สิ่งที่ อ.เปาได้อธิบายไว้เป็นความรู้ความเข้าใจและเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะว่าจะทำให้ผู้ที่ยังไม่ค่อยรู้ก็จะได้รับความรู้อย่างเข้าใจจากที่มาที่ไปของจุลินทรีย์ตัวที่เป็นมิตรกับร่างกายมนุษย์ ได้อย่างเข้าใจ ผมเชื่อว่าอีกหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่ทราบและยังกังขาเรื่องที่มาของน้ำหมักนี้ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ในคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากน้ำหมักนั้น และก็จะได้รับทราบถึงคุณค่าของจุลินทรีย์ในน้ำหมักนี้ได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนั้นได้มีนักวิจัยท่านหนึ่งยังได้บอกอีกว่าเราจะได้กรดอมิโนจากน้ำหมักที่ไปช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายให้ดีขึ้นด้วย และยังมีคุณสมบัติทางยาของพืช ผัก ผลไม้ และสมุนไพร นั้น ๆ ที่นำมาหมักอีกด้วย....
   

ความคิดเห็นที่ 25
ตอบโดย : จาจ้า
(27/10/2011 22:07)

 
 
จุลินทรีย์ตัวดีเป็นมิตรแท้ของร่างกายเราทุกคน เมื่อได้ดื่มมันเข้าไป

จะบอกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ก็ไม่ใช้เรื่องแปลก สำหรับผู้ที่เคยทดลองใช้ วิจัย สังเกตดู แบบครบวงจรได้ผลที่ดี แล้วนำมาเผยแพ่รให้กันได้รู้ จากรุ่นสู่รุ่น แต่ชนรุ่นใหม่แทบจะไม่รู้ แถมยังดูถูกต่างหาก น่าสงสานยิ่งนัก

ของดีๆที่ชนรุ่นก่อนได้ค้นหาให้เราได้ใช้รักษาสุขภาพได้ดี

กลับมาเถอะครับหันมาใช้ มากิน มาลดโลกร้อน ลดค่ายา ค่ารักษาต่างๆ อีกเยอะ

   

ความคิดเห็นที่ 26
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(27/10/2011 22:46)

 
 
คนเราปัจจุบันได้เปลี่ยนไปใช้วิธีรักษาแบบใช้สารเคมีกันจนเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ

ตรงกันข้ามเมื่อมีผู้หันเข้าหาแนวทางการรักษาตัวแบบธรรมชาติกลับกลายเป็น ผู้ที่ถูกดูแคลนว่าอยู่ป่าล้าหลัง และก็ยินดีนิยมชมชอบอยู่กับสารเคมีที่มีทั้งคุณและโทษเท่า ๆ กัน

ที่มาของน้ำหมักนี้ว่ากันว่ามีรากเง่ามาจากในพระไตรปิฏกซึ่งมีคุณค่ามหาศาล แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจกับมองข้ามสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลนี้ไปอย่างน่าเสียดาย....ซ้ำยังมีความรู้สึกรังเกียจด้วยซ้ำไป...

หากกระทู้นี้ไม่ตกไปเสียก่อน...ผมจะพยายามหาประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับน้ำหมักนี้มาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับท่านที่สนใจในน้ำหมักที่มีคุณประโยชน์อย่างครอบจักรวาลนี้ครับ....

..........................................
   

ความคิดเห็นที่ 27
ตอบโดย : จาจ้า
(28/10/2011 23:01)

 
 
การหมัก การดอง ของผัก ผลไม้ สมุนไพร ล้วนแล้วเกิดจากภูมิปัญาของบรรพบุรุษเราทั้งนั้น กว่าจะรู้ จะได้ เห็นผลได้มัครต้องใช้เวลาค่อนชีวิต ดำเนินชีวิตแบบไทยแท้ จนสุขภาพดียืนยาวอย่างไร้โรคา

แล้วภูมิปัญาที่ดีของชนรุ่นก่อก็ถูกเอาไปจากบ้านเราไปทำหน้าตาใหม่ สรรพคุณของเราแต่เรียบเรียงคำให้ชวนฟัง ชวนเสน่หา มาขายให้เราใช้ กิน ในราคาที่เกินจริง

ทั้งๆที่เราทุกคนสามารถทำเองได้ และดีกว่าของนอกชะอีก เพราะวัสถุดิบของบ้านเรามีพร้อมสรรพ์ และมากมายให้ทำ

สภาพภูมิอากาศก็ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ในการทำน้ำหมัก
   

ความคิดเห็นที่ 28
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(1/11/2011 02:02)

 
 
คุณ จาจ้าครับ ถังหมักควรใช้สีอะไรดีครับ
โดนแดดได้ไหมครับ ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 29
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(1/11/2011 07:38)

 
 
ตอบคุณฉลามเสือ.....ถังหมักสีอะไรก็ได้แต่เนื้อพลาสติกที่ผลิตถังควรมีคุณภาพดียิ่งเป็นถังที่บรรจุสิ่งบริโภคได้ยิ่งดีและควรเป็นถังที่มีปากกว้างครับ

ถังหมักเมื่อหมักแล้วไม่ควรถูกแสงแดดครับ.....หากต้องถูกแสงแดดควรมีวัสดุบังร่มครับ....
   

ความคิดเห็นที่ 30
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(1/11/2011 22:49)

 
 
ขอบคุณครับคุณภูมิชีวิต
   

ความคิดเห็นที่ 31
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(3/11/2011 22:33)

 
 
ผู้ที่ประสบในวิกฤติน้ำท่วมนี้...หากท่านต้องเดินลุยน้ำหรืออยู่ในน้ำนาน ๆ หากท่านมีปัญหาเรื่องน้ำกัดเท้า...

น้ำหมักน่าจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้โดยใช้น้ำหมักแช่เท้า หรือใช้
ทาที่เท้าหลังจากลุยน้ำมาเป็นเวลานาน...
.....
   

ความคิดเห็นที่ 32
ตอบโดย : santirawit
(3/11/2011 23:59)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 33
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(4/11/2011 16:00)

 
 
ขอแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ประสบวิกฤติน้ำท่วม....โดยเฉพาะชาวหมักทุกท่าน...

หากท่านจำเป็นต้องถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ แต่ไม่มีที่จะปลดทุกข์ได้...ขอแนะนำว่าให้ท่านนำถังใบขนาดพอนั่งได้ ถ้าท่านใดมีน้ำหมักก็ให้ใช้น้ำหมัก 500 ซีซี (หรือครึ่ง ก.ก.)ตามด้วยใส่น้ำเท่ากัน...ใช้สำหรับเวลาปลดทุกข์ได้โดยไม่มีกลิ่นเหม็น ถ้าแยกเป็นถังฉี่และถังอุจจาระได้ยิ่งดี..รับรองจะไม่มีกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนามารบกวนแน่นอน...

อีกหนึ่งทางออกสำหรับผู้ที่ไม่มีที่ถ่ายทุกข์

หรือถ้าบางท่านไม่มีน้ำหมัก ก็ให้ท่านหาน้ำตาลทรายแดง 1 ก.ก. และเติมน้ำ 1 ก.ก. (สำหรับถังอุจจาระ) ส่วนถังปัสสาวะใส่น้ำตาล 1 ก.ก.จะใส่น้ำหรือไม่ก็ได้...เท่านี้ท่านก็สามารถจะกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้แล้วครับ....ด้วยความปรารถนาดี.....

อีกหนึ่งทางออกสำหรับผู้ที่ไม่มีที่ถ่ายทุกข์ .....
   

ความคิดเห็นที่ 34
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(6/11/2011 17:18)

 
 
สำหรับผู้ที่ต้องลุยน้ำและอยู่ในน้ำนาน ๆ หากท่านมีน้ำหมัก...หลังจากลุยน้ำแล้วให้ใช้น้ำหมักทาให้ทั่วบริเวณร่างกายที่ถูกน้ำโดยเฉพาะจุดซ่อนเร้นควรต้องระวังให้มาก ๆ จะช่วยป้องกันโรคและเชื้อรารวมทั้งน้ำกัดเท้า ฮ่องกงฟุตที่มาจากน้ำได้....

....หากท่านสามารถดื่มน้ำหมักได้ด้วยก็จะยิ่งช่วยทำให้ป้องกันโรคได้ดียิ่งขึ้น...

....แต่หากท่านไม่มีน้ำหมักก็ลองมองหาเพื่อน ๆ หรือคนที่ท่านรู้จักที่มีน้ำหมักแล้วขอแบ่งปันมาใช้บ้างก็น่าจะช่วยบรรเทาได้ครับ....
...............
   

ความคิดเห็นที่ 35
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(7/11/2011 07:26)

 
 
ตั้งใจหมักเป็นปุ๋ยโดยใช้เปลือกส้มล้วน ขอมาจากร้านคั้นน้ำส้ม จะใช้ได้ไหมครับท่าน ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 36
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(7/11/2011 22:48)

 
 
ตอบคุณฉลามเสือ...ใช้ได้ครับ...และไม่ใช่แค่ใช้เป็นปุ๋ยอย่างเดียวนะครับ.....
...สามารถใช้ได้สารพัด เช่นถูบ้าน ล้างห้องน้ำ ซักเสื้อผ้า..ล้างรถก็ใสปิ๊ง...ยิ่งถ้าขั้นตอนการทำน้ำหมักทำได้สะอาดก็สามารถนำมาแช่ล้างผัก หรือแช่เนื้อสัตว์ก่อนนำมาปรุงอาหาร ยิ่งทำให้รสชาดอาหารที่ปรุงอร่อยมากขึ้น..ฯลฯ และอีกมากมาย....
.............

สูตรการหมักก็ง่าย ๆ ครับ น้ำตาลทรายแดง 1 ก.ก.
พืชผัก ฯลฯ 3 ก.ก.
น้ำ 5 ก.กหรือ 5 ลิตร
เพิ่มหรือลดได้ตามจำนวนปริมาณของที่จะนำมาหมักได้ตามสัดส่วนครับ....
........................................
   

ความคิดเห็นที่ 37
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(8/11/2011 06:17)

 
 
ขอบคุณมากครับท่าน
   

ความคิดเห็นที่ 38
ตอบโดย : จาจ้า
(10/11/2011 21:05)

 
 
ขอขอบคุณ คุณภูมิชีวิต ที่ตอบคำถามแทน

และยังแนะนำวิธีการป้องกัน รักษา น้องน้ำกัดเท้า

ตอนนี้ผมเป็นผู้ประสบอุทกภัยเหมือนหลายคนแล้ว ไม่ตกเทรน

สู้กะน้องน้ำทุกท่า ทุกรูปแบบ เหนื่อยแต่ไม่ท้อ กำลังใจของตัว และครอบครัว เท่านั้นที่จะสู้กะน้องน้ำได้ดี
   

ความคิดเห็นที่ 39
ตอบโดย : เจิดจ้า
(11/11/2011 12:21)

 
 
คุณจา จ้า และ ผู้หมักทำน้ำหมัก อย่าให้น้ำที่ท่วมเข้าไปปนเดีดขาด ไม่เช่นนั้น น้ำหมักจะกลายเป็นน้ำท่วม
   

ความคิดเห็นที่ 40
ตอบโดย : จาจ้า
(13/11/2011 21:38)

 
 
ขอคุณคร๊าบที่เตือนมา ผมทำไว้ที่ชั้น 3 ของบ้าน

ส่วนน้ำพลอยเพชรเป็นถังใหญ่น้องน้ำก้อไม่ได้แอ้ม

หลังน้องน้ำหนีไปแล้วคงได้ใช้บริการน้ำหมักทำความสะอาดกันยกใหญ่
   

ความคิดเห็นที่ 41
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(13/11/2011 23:09)

 
 
คุณจาจ้า ใช้น้ำหมักทำความสะอาดอย่างไรครับ
   

ความคิดเห็นที่ 42
ตอบโดย : จาจ้า
(14/11/2011 10:57)

 
 
ใช้น้ำหมัก 1 ฝา ต่อน้ำเปล่า 10 ลิตร เทลงไปที่พื้นห้องน้ำ (ปิดท่อละบายไว้ก่อน) ทิ้งไว้นาน 20 นาที แล้วลงมือขัดออกคลาบที่ติดอยู่จะหลุดออก น้ำที่ขัดแล้วปล่อยทิ้งก็ไปบำบัดน้ำได้อีก (อ่านที่ความคิดเห็นที่ 7)
   

ความคิดเห็นที่ 43
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(14/11/2011 23:51)

 
 
คุณจาจ้า หมักนานไหม แล้วต้องรอให้ย่อยสลายก่อนไหมจึงนำมาใช้ ขอบคุณมากครับ

ปล ฝาขนาดไหนครับ
   

ความคิดเห็นที่ 44
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(15/11/2011 00:01)

 
 
ขอเพิ่มอีกนิดครับ ของที่ใส่หมัก เช่นพืชผัก ผลไม้ เปลือกหอยแคลง หอยแมลงภู่ กระดูกปลา ทั้งดิบและสุก เติมใส่
ถังหมักได้ทุกวันหรอครับ ข้าวที่สุกและไม่สุก ขนมทีบูดเสียแล้ว เช่นขนมปังหมดอายุแล้ว ได้ไหมครับ ขอบคุณมากครับ
   

ความคิดเห็นที่ 45
ตอบโดย : cheap bookmarks
(21/06/2013 15:25)

 
 
rTUMqj Awesome blog post. Much obliged.
   

ความคิดเห็นที่ 46
ตอบโดย : news
(13/07/2013 05:00)

 
 
jjSglE Great blog post.Thanks Again. Much obliged.
   

ความคิดเห็นที่ 47
ตอบโดย : amazing news
(3/08/2013 23:25)

 
 
R1NO0l Awesome blog.Really thank you! Want more.
   

แสดงความคิดเห็น :
ข้อความ :
CODE ** กรุณากรอกหมายเลข 870237
โดย :
(Username)
Password(สำหรับสมาชิก)
   
   
ประวัติชมรมวิ่ง | สมัครสมาชิก | ข่่าวสารงานวิ่ง | สาระน่ารู้ | กระทู้พูดคุย | รูปภาพงานวิ่ง
Copyright @ 2007-2010 www.bangkhunthianjoggingclub.com. All rights Reserved. Powered By knsworldnet.com|.